วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557
มหาวิทยาลัยคริสเตียนมินิมาราธอนการกุศล ครั้งที่ 18
วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2557 เวลา 6.00 น. มหาวิทยาลัยคริสเตียนขอเชิญชวนร่วมการแข่งขัน “ มหาวิทยาลัยคริสเตียนมินิมาราธอนการกุศล ครั้งที่ 18 ” ระยะทางวิ่ง 10.5 กม. และ ระยะทางเดินเพื่อสุขภาพ 3 กม. ณ พุทธมณฑล จ. นครปฐม ชิงถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และ พระเจ้า วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทิทัดดามาตุ พร้อมทั้งถ้วยรางวัลเกียรติยศอีกจำนวนมาก เพื่อหารายได้สมทบกองทุนการศึกษาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กองทุนการศึกษา พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ และสมทบทุนกองทุนพัฒนานักศึกษาสู่สากลของมหาวิทยาลัยคริสเตียน ท่านที่สนใจสมัครร่วมการแข่งขันหรือเดินการกุศลสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 0-3422-9480 หรือ www.christian.ac.th
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ โทรศัพท์ 0-3422-9480 ต่อ 1172-1175 โทรสาร 0-3422-9499
มหาวิทยาลัยคริสเตียน ประเทศไทย ctu.pr2013@gmail.com
จังหวัดสระบุรี จัดงาน " วันนักข่าว " ผู้ว่าราชการจังหวัด ประธานฯ
ภาพกิจกรรมการจัดงานวันนักข่าว 3 มี.ค. 57 โรงแรมเกี่ยวอัน จ.สระบุรี
เมื่อ 3 มี.ค.57 เวลา 18.00 น. ชมรมผู้สื่อข่าวจังหวัดสระบุรี ชมรม นักหนังสื่อพิมพ์จังหวัดสระบุรี โดยนายสุวัฒน์ พุฒิสกุลวงศ์ นายธีรพันธ์ แก้วปัญญา ประธานชมรมฯ ร่วมจัดงาน วันนักข่าว ได้รับเกียรติจาก นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เดินทางเป็นประธาน โดยมีนายนารถ วาจาวุธ ประธานที่ปรึกษาชมรมฯกล่าวรายงาน มีแขกผู้มีเกียรติ ให้การสนับสนุน ร่วมกิจกรรม จำนวนมาก ที่ ห้องบอลรูม โรงแรม.เกี่ยวอัน อ.เมือง จ.สระบุรี มีแขกและผู้มีเกียรติ
(คนธรรมดา ม้าตัวเดียว)
ขอเชิญเที่ยวงาน “รำลึกวีรชน แขวงเมืองวิเศษไชยชาญ” จ.อ่างทอง
ขอเชิญเที่ยวงาน “รำลึกวีรชน แขวงเมืองวิเศษไชยชาญ” จังหวัดอ่างทอง
ในระหว่างวันที่ ๒๔ - ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๗
ณ บริเวณอนุสาวรีย์นายดอก นายทองแก้ว วัดวิเศษไชยชาญ ตำบลไผ่จำศีล อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง
ชมฟรี...การแสดง แสง สี เสียง ชุด “รอยจารึก วีรชนแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ : กล้าหาญและเสียสละ”
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ร่วมกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนชาววิเศษชัยชาญ กำหนดจัดงาน “ รำลึกวีรชนแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ ” ในระหว่างวันที่ ๒๔ – ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๗ ณ บริเวณอนุสาวรีย์นายดอก นายทองแก้ว วัดวิเศษไชยชาญ ตำบลไผ่จำศีล อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมรำลึกถึงความเสียสละ ความกล้าหาญ ของนายดอก นายทองแก้ว วีรชนแขวงเมืองวิเศษไชยชาญที่ยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยในการสู้รบกับพม่าที่ค่ายบางระจัน และเชิดชูวีรชนผู้กล้าของเมืองอ่างทอง ส่งเสริมการท่องเที่ยวเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น
ในการจัดงานมีกิจกรรมที่สำคัญคือ การแสดงประกอบแสง สี เสียง ในชุด “รอยจารึก วีรชนแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ: กล้าหาญและเสียสละ” โดยเริ่มต้นการแสดงในชุดสยามมานุสตินาฏศิลป์ ลำดับต่อไปชมการแสดงแสง สี เสียง องค์ที่ ๑ ปฐมแห่งแผ่นดิน องค์ที่ ๒ มโนสำนึก จารึกแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา องค์ที่ ๓ สมเด็จพระนเรศวรจอมราชันย์ตำนานสะท้านฟ้า องค์ที่ ๔ ขุนรองปลัดชู วีรตำนานคู่บ้านคู่แผ่นดิน องค์ที่ ๕ นายดอก นายทองแก้ว วีรชนแห่งการศึก รอยจารึกแห่งเกียรติภูมิ องค์ที่ ๖ พระสยามเทวาคู่เมือง วิเศษชัยชาญรุ่งเรืองด้วยพระบารมี นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมตลาดย้อนยุคและจำหน่ายสินค้าชุมชน OTOP การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน รำวงย้อนยุค ประกวดร้องเพลงเยาวชน การแข่งขันชกมวยไทย รายละเอียดการจัดงานดังนี้
· วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๕.๐๐ – ๑๘.๓๐ น. พิธีเปิดงาน ชมริ้วขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่และการแสดง จำนวน ๑๐ ขบวน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ ขบวนกองทัพสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขบวนนายดอก-นายทองแก้ว ขบวนขุนรองปลัดชู ขบวนวีรชนค่ายบางระจัน ขบวนเศรษฐกิจพอเพียง ขบวนการละเล่นประเพณีวัฒนธรรมพื้นบ้านและงานประเพณีสงกรานต์ เป็นต้น
เวลา ๑๙.๐๐ น. ชมการแสดงประกอบ แสง สี เสียง ชุด “รอยจารึก วีรชนแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ: กล้าหาญและเสียสละ” ๒๐.๓๐ น. ชมการแสดงลำตัดโดยศิลปินแห่งชาติ แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ และการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน/การบันเทิง
· วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๗ เวลา ๐๗.๐๐ น. พิธีบวงสรวงวางพวงมาลา และเจริญพระพุทธมนต์ ดวงวิญญาณนายดอก นายทองแก้ว วีรชนแขวงเมืองวิเศษชัยชาญ เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดี ตลอดจนวีรกรรมของบรรพบุรุษแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ เวลา ๑๗.๐๐ น. การประกวดร้องเพลงของเยาวชน เวลา ๑๙.๐๐ น. ชมการแสดงประกอบ แสง เสียง ชุด “รอยจารึก วีรชนแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ: กล้าหาญและเสียสละ
๒๐.๓๐ น. การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน/การบันเทิง ๒๑.๐๐ น. การแข่งขันชกมวยไทย ณ สนามมวยชั่วคราวโรงเรียนวิเศษชัยชาญวิทยาคม
· วันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๗.๐๐ น. การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน เวลา ๑๙.๐๐ น. ชมการแสดงประกอบ แสง สี เสียง ชุด “รอยจารึก
วีรชนแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ: กล้าหาญและเสียสละ”
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุพรรณบุรี ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจเดินทางมาท่องเที่ยวเรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ชาติไทยในงานดังกล่าว สำรองที่นั่งชมการแสดงและสอบถามรายละเอียดได้ที่ ที่ทำการปกครองอำเภอวิเศษชัยชาญ โทร. ๐ ๓๕๖๓ ๑๓๒๑
---------------------------------------------------------------------------------------------------
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุพรรณบุรี 91 ถนนพระพันวษา ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี
โทร.035-525867,035-525880,โทรสาร 035-525863-4 E-mail: tatsuphan@tat.or.th E-mail: tatsuphan@tat.or.th
www.tatsuphan.net , https://www.facebook.com/tat.suphan , www.facebook.com/pages/TAT_suphanburi, www.เที่ยวภาคกลาง.com
วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2557
เกาะติดเลือกตั้ง 57 "จองชัย เที่ยงธรรม" ลงชิง ส.ว.สุพรรณฯ
วันนี้ ( 4 มี.ค. 57 ) การรับสมัครสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) วันแรก มีอดีต ส.ส. ลงสมัคร โดยที่ จ.สุพรรณบุรี ที่หอประชุมอำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี มีผู้สมัคร 4 คนมาก่อนเวลา 08.30 น. โดยผลจับสลากหมายเลข หมายเลข 1 นายวิทย์วัส โพธสุธน หลานชายนายประภัตร โพธสุธน แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา หมายเลข 2 นายจองชัย เที่ยงธรรม อดีต ส.ส.สุพรรณบุรีพรรคชาติไทย หมายเลข 3 ทันตแพทย์อนุศักดิ์ คงมาลัย และ หมายเลข 4 นายไพรัช ภู่แก้ว
เริ่มแล้ว สำหรับการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. โดยเช้าวันนี้ ที่หอประชุม ที่ว่าการอำเภอเมืองสุพรรณบุรี นางสายใจ หมั่นฝึกพันธ์ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุพรรณบุรี ได้เปิดรับสมัครสมาชิกวุฒิสภาวันแรก มีผู้สมัคร 4 คน เดินทางมาก่อนเวลา 08.30 น. โดยผลการจับสลาก นายจองชัย เที่ยงธรรม อดีต สส.สุพรรณบุรี และ รัฐมนตรีหลายกระทรวง ควงคู่ คุณมุกดา เที่ยงธรรม ภรรยา มาลงสมัคร ในครั้งนี้ด้วย และ ได้หมายเลข 2 โดยมี นายวิทย์วัส โพธสุธน หลานชายนายประภัตร โพธสุธน แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ หมายเลข 1 ทันตแพทย์อนุศักดิ์ คงมาลัย อดีต สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ได้ หมายเลข 3 นายไพรัช ภู่แก้ว ได้ หมายเลข 4
การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557 เป็นการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. ประกอบด้วยสมาชิกจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน (77 คน) และจากการสรรหาอีกจำนวนหนึ่ง (73 คน) รวมกันแล้วมีจำนวนทั้งสิ้น 150 คน
นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไป ซึ่งจะครบวาระในวันที่ 1 มีนาคม 2557 ว่า ที่ประชุม กกต. ได้มีมติเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. … ซึ่งกำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2557 เป็นวันเลือกตั้ง โดยจะเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 4-8 มีนาคม 2557 และลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ในวันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2557 ทั้งนี้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีความประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัด สามารถยื่นคำขอลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง ได้ตั้งแต่วันที่ 17-28 กุมภาพันธ์ 2557[1]
หมายเลข 1 นายวิทย์วัส โพธสุธน
หมายเลข 2 นายจองชัย เที่ยงธรรม
หมายเลข 3 ทันตแพทย์อนุศักดิ์ คงมาลัย
หมายเลข 4 นายไพรัช ภู่แก้ว
เรวัติ น้อยวิจิตร สุพรรณอินชัวร์ดอทคอม ข่าว rewat.noyvijit@hotmail.com 081-9107445
ย่ำถิ่นไทอาหมและไทผาเก ชนกลุ่มน้อยในรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย
ย่ำถิ่นไทอาหมและไทผาเก ชนกลุ่มน้อยในรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย กับการอนุรักษ์ ฟื้นฟูอัตลักษณ์ของต้นตระกูลไท
หากกล่าวถึงชนชาติไทกลุ่ม “ไทอาหม” และ “ไทผาเก” คนไทยอาจไม่คุ้นเคยนัก ด้วยเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย แต่ที่น่าสนใจคือ สองกลุ่มชนนี้ยังดำรงความเป็นตัวตน ด้วยการอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งต้นตระกูลไท ที่สำคัญมีหลายวัฒนธรรมคล้ายคลึงกับคนไทย ร้อยเรื่องราวของชาวไทอาหม
ปฏิบัติการเจาะลึกไทอาหมและไทผาเกเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม – ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล ผู้อำนวยการสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุณยสฤษฎ์ อเนกสุข ผู้ทรงคุณวุฒิประจำสถานฯ เดินทางลัดฟ้าไปยังรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย เพื่อต่อยอดโครงการศึกษา “การท่องเที่ยวเชิงชาติพันธุ์” ที่ได้รับทุนจากโครงการความร่วมมือระหว่างสภาวิจัยทางสังคมศาสตร์ของประเทศอินเดีย (ICSSR) กับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติของประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๓
“ชาวไทอาหมเล่าว่า เดิมเป็นคนไทที่อพยพมาจากอาณาจักรเมาหลวงทางตอนใต้ของจีน ข้ามเทือกเขาปาดไก่ มาอยู่บริเวณแม่น้ำดาวผี ซึ่งปัจจุบันก็คือแม่น้ำพรหมบุตรของอินเดียนั่นเอง มีการสร้างเมืองขึ้น มีกษัตริย์พระองค์แรกคือพระเจ้าเสือก่าฟ้า ซึ่งในหนังสือประวัติศาสตร์ไทอาหมกล่าวว่า พระเจ้าเสือกาฟ้ามีชีวิตอยู่ในช่วง ๗๐๐ ปีก่อน ซึ่งตรงกับช่วงสมัยพ่อขุนรามคำแหง ยุคสุโขทัยของเรา” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุณยสฤษฎ์ อเนกสุข เล่าท้าวความประวัติศาสตร์ชาวไทอาหม
“ชาวไทอาหมมีกษัตริย์ปกครองมาโดยตลอด ผ่านการสู้รบกับชาวอินเดีย อาณาจักรโมกุนและพม่า จนกระทั่งช่วงอาณานิคมเมื่อ ๒๐๐ กว่าปีก่อน รัฐอัสสัมรบแพ้อังกฤษ ตรงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้อังกฤษผนวกรัฐอัสสัมเป็นส่วนหนึ่งของอินเดียจนถึงปัจจุบัน ชาวไทหมเปลี่ยนจากการนับถือผีมาเป็นศาสนาฮินดู และจุดนี้เองที่ทำให้วัฒนธรรมของฮินดูเริ่มเข้ามาสลายวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทอาหม”
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะอยู่ภายใต้การปกครองของอินเดียโดยสมบูรณ์ กลายเป็นหนึ่งกลุ่มชาติพันธุ์ ของอินเดีย ด้วยระบบอินเดียไนเซชั่น (ความพยายามกลายให้เป็นชาวอินเดียในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม) แต่ชาวไทอาหมกลับไม่ได้มีความรู้สึกว่าเป็นคนอินเดีย ทั้งนี้ถึงแม้รูปร่างหน้าตาส่วนหนึ่งออกไปทางอินเดียแล้ว แต่ยังมีลักษณะจำเพาะบางอย่างที่ไม่ใช่อินเดียทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยึดถือวัฒนธรรมประเพณีบางประการ ซึ่งแม้ชาวไทอาหมจะนับถือศาสนาฮินดูแบบอินเดียแต่ก็ยังมีประเพณีบางอย่างที่เราอาจคุ้นหู เช่น พิธีฮิกคอน หรือเรียกขวัญ พิธีแม่ด้ำแม่ผี หรือพิธีบูชาบรรพบุรุษ (โปรดสังเกตคำว่า แม่ ด้ำ และผี ที่ชาวไทอาหมใช้) เป็นต้น
ด้วยความรู้สึกชาตินิยมนี่เอง จึงทำให้เกิดกระบวนการหนึ่งที่เรียกว่า “การรื้อฟื้นอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ไทอาหม” วิธีการคือ มีการจัดตั้งบันออก พับลิก เมืองไต หรือสมาคมวรรณกรรมไทตะวันออก ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันเพื่ออนุรักษ์ภาษาและวัฒนธรรม เป็นกลุ่มที่มีพลังในการขับเคลื่อนวัฒนธรรม พยายามรื้อฟื้นวัฒนธรรมของไทอาหม เช่น วรรณกรรม, พิธีกรรม, ภาษาไท เป็นต้น
“ไทอาหมมีการรื้อฟื้นภาษาไท ซึ่งปัจจุบันเป็นภาษาที่ตายแล้ว ไม่มีการใช้ในชีวิตประจำวันทั้งพูด อ่าน เขียน เนื่องจากใช้ภาษาอัสสัมมีสเป็นภาษาของรัฐอัสสัมไปแล้ว กระบวนการรื้อฟื้นภาษาไทมีความน่าสนใจคือ การโหยหาภาษาของเขาเกิดการเชื่อมต่อกับประเทศไทย นั่นคือ การขอให้คนไทยไปสอนภาษาไทยให้” “กระบวนการนี้ทำให้นึกถึงภาษาล้านนาที่เชียงใหม่ ซึ่งพยายามมีการใช้ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครใช้แล้ว แต่มีความต่างกันตรงที่ ภาษาล้านนาถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรการศึกษาของท้องถิ่น บังคับให้คนในท้องถิ่นต้องเรียนภาษาท้องถิ่น ดังนั้นการสืบทอดภาษาล้านนาของเชียงใหม่จึงดูเป็นปกติสามัญมากกว่าไทอาหมที่หากต้องการเรียนภาษาไทอาหมก็ต้องไปเรียนพิเศษต่างหาก”
นอกจากนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุณยสฤษฎ์ อเนกสุข ยังให้มุมมองไว้อย่างน่าสนใจว่า ถึงแม้ไทอาหมกับประเทศไทยจะเป็นต้นตระกูลเดียวกัน ภาษาพูดจะคล้ายกัน แต่ภาษาไทยมีการพัฒนาไปอีกระดับหนึ่ง ด้วยการผสมภาษาอื่น เช่น จีน สันสกฤต เขมร เป็นต้น จึงน่าเป็นห่วงว่า กระบวนการรื้อฟื้นภาษาไทอาหมด้วยการให้คนไทยสอนภาษาไทย เป็นแนวทางที่ถูกต้องหรือไม่ แต่เหล่านี้คือการสะท้อนให้เห็นถึงความรักในชนชาติของตน
อย่างไรก็ตาม ไทอาหมยังคงมีร่องรอยของภาษาไทและวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกับคนไทยปรากฏอยู่ เช่น ลุกลาว (LUK LAO) คือเหล้าที่หมักจากข้าวเหนียว ซึ่งก็คือเหล้าอุหรือสาโทในบ้านเรานั่นเอง คำ เหล่านี้ล้วนมีรากเหง้าดั้งเดิมมาจากภาษาตระกูลไท แม้จะอยู่ห่างไกล แต่สามารถปะติดปะต่อกันได้
นอกจากนี้ไทอาหมยังมีงานปอยแม่ด้ำแม่ผี ซึ่งเป็นงานบุญไหว้บรรพบุรุษ ทำให้นึกถึงงานบุญในเมืองไทยแถบจังหวัดแม่ฮ่องสอนคือ ปอยส่างลอง และยังเทียบเคียงได้กับคำว่า ผีซ้ำด้ำพลอยในบ้านเรา ดังนั้น แม่ด้ำแม่ผีจึงสะท้อนภาษากลุ่มตระกูลไทได้อย่างชัดเจน
“ชาวไทอาหมยังลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งที่คล้ายคลึงกับคนไทยคือ การต้อนรับขับสู้ คือเขาจะพาเราลงชุมชนแวะทุกบ้านที่เป็นญาติกับเขา และทุกบ้านก็จะคอยต้อนรับด้วยด้วยอัธยาศัยไมตรี เหมือนกับคนไทย เวลาที่เราจากบ้านไปนาน ๆ เมื่อกลับบ้านก็จะต้องไปเยี่ยมญาติในแต่ละบ้าน ซึ่งสิ่งเหล่านี้วัฒนธรรมอินเดียไม่มี”
หลากวิถี วัฒนธรรมของชาวไทผาเก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุณยสฤษฎ์ อเนกสุข ยังได้มีโอกาสรู้จักคนไทอีกกลุ่มหนึ่ง ณ หมู่บ้านนำผาเก เขตนาหาคาเทีย เมืองดิบุดะรห์ รัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย ซึ่งชาวไทผาเกอพยพมาภายหลังชาวไทอาหม คือ เมื่อประมาณ ๖๐๐ – ๖๐๐ ปีก่อน จากตอนบนของประเทศพม่า โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุณยสฤษฎ์ อเนกสุข เล่าว่า “ชาวไทผาเกมีความคล้ายคลึงกับคนไทยมาก ตั้งแต่ภาษาที่ใช้ยังคงเป็นภาษาตระกูลไท ซึ่งใกล้เคียงกับภาษาไทยล้านนาหรือไทใหญ่ บางคำเขาพูดมาแล้วเราสามารถเข้าใจได้ทันทีโดยไม่ต้องแปล เช่นคำว่ามีด ไทผาเกเรียกว่าพร้า ย่ามเรียกถุง คำอวยพรว่าอยู่ดีมีแฮง รวมไปถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมบางอย่าง เช่น ชาวไทผาเกปลูกข้าวเจ้า กินข้าวเจ้าเป็นอาหารหลัก และการแต่งกายที่ยังคงความเป็นไท คือ ผู้ชายนุ่งโสร่ง ผู้หญิงนุ่งซิ่น มีผ้าคล้องคอ ผ้าคาดเอว บ้านเรือนเป็นแบบยกสูง ไม้ไผ่ขัดแตะ เป็นเรือนเครื่องผูก ไม่ใช้ตะปู มุงด้วยหญ้า ใบไม้ มียุ้งข้าวอยู่หน้าบ้าน นับเป็นการสะท้อนลักษณะจำเพาะของคนไทได้เป็นอย่างดี ”
“ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา เคยกล่าวถึงชุมชนไทในอินเดียว่ามีลักษณะเหมือนสังคมยูโทเปียนั้น จะมีอยู่จริง เพราะชาวไทผาเกมีชีวิตแบบเรียบง่าย พออยู่พอกิน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่แก่งแย่งชิงดี เป็นสังคมแบบโบราณจริง ๆ ” “ นอกจากนี้ยังมีความเชื่อบางอย่าง เช่น คนไทยเวลาก้างปลาติดคอ จะนำแมวมาเกาเบา ๆ บริเวณคอ ก้างก็จะหลุดออกมา ไทผาเกก็มีเหมือนกัน แต่เป็นกระดูกสัตว์บางประเภทที่กินปลา”
วัฒนธรรมที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ขาวไทผาเกนับถือศาสนาพุทธ มีวัดประจำชุมชน ซึ่งในเรื่องนี้ขอยกข้อความจากคอลัมน์คนไทยอยู่ที่ไหนกันบ้างในโลกนี้ เขียนโดยมาโนช พุฒตาล จากหนังสือคู่สร้างคู่สม ปี ๓๕ ฉบับ ๘๓๗ วันศุกร์ที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
วัดพุทธหมู่บ้านไทผาเกเป็นวัดพุทธเถรวาท (แบบเดียวกับในบ้านเรา) ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๓ และได้รับการปฏิสังขรณ์เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๑๙ ปัจจุบันเป็นวัดพุทธที่ใหญ่ที่สุดในรัฐอัสสัม บริเวณวัดประกอบด้วยพระเจดีย์ ๒ เจดีย์ มีต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ได้นำหน่อจากพุทธคยาอันเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้ามาปลูกไว้ตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๙๕ มีพระอุโบสถและพระพุทธรูปปางนาคปรก วัดแห่งนี้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทผาเก จะมีการจัดงานในวันสำคัญทางศาสนาต่าง ๆ ตลอดจนประเพณีสำคัญต่าง ๆ ของชาวไทย อาทิ วันสงกรานต์ เป็นต้น
ชาวไทผาเกมีความรักประเทศไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ไทยอย่างมาก โดยเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๕๒ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้เสด็จฯ เยือนหมู่บ้านไทผาเกอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ผู้แทนชาวไทผาเกได้เข้าร่วมงานวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และงานสำคัญทางศาสนาต่าง ๆ ที่จัดโดยสถานเอกอัครราชฑูตอย่างสม่ำเสมอ
ล่าสุด เมื่อวันที่ ๔ – ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ นายเกียรติคุณ ชาติประเสริฐ รองปลัดกระทรวงต่างประเทศ และนายประสิทธิพร เวทย์ประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมการกงสุล ได้เชิญพระกฐินพระราชทานไปทอดถวาย ณ วัดพุทธหมู่บ้านนำผาเกแห่งนี้
ตอนท้ายของคอลัมน์ มาโนช พุฒตาลได้ถ่ายทอดคำพูดของผู้ใหญ่บ้านนามว่า ไอเส็ง เวียงแก่น ได้อย่างน่าคิด “ผมอิจฉาคนไทยและคนลาวที่พวกประชาชาติของท่านสามารถรวมตัวกันเป็นปึกแผ่น เป็นประเทศเอกราช แสดงความเป็นไทของตนเองอย่างสง่างาม น่าภูมิใจในฐานะประเทศไทยและประเทศลาว แต่พวกเราเป็นคนไท เป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศอื่น”
จากคำกล่าวสะท้อนอารมณ์น้อยเนื้อต่ำใจนี้ สำหรับผู้เขียนแล้ว หากมองในทางกลับกัน ความเป็นคนชนกลุ่มน้อยในประเทศอื่นกลับทำให้ชาวไทผาเกยังคงความรู้สึกเป็นชาติพันธุ์ไท มีความเป็นปึกแผ่น ดำรงความเป็นตัวตนได้อย่างเหนียวแน่น ในขณะที่คนไทยมีอาณาเขตเป็นของตนเอง มีตัวตนอย่างชัดเจน ลองมองย้อนดูว่า เรามีความตระหนัก ภาคภูมิใจ และหวงแหนในความเป็นชาติไทยมากน้อยเพียงใด
พรปวีณ์ ทองด้วง นักประชาสัมพันธ์
สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร
วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2557
สระบุรี-ประชุมคณะกรรมการและสมาชิกเหล่ากาชาด จังหวัด ภาค 2
26 ก.พ.57 เวลา 09.00น. ที่ห้องประชุมโรงแรมเกี่ยวอัน จังหวัดสระบุรี นายแผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมคณะกรรมการและสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัด ภาค 2 โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยกรรมการ และสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัด ภาค 2 ในการนี้นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการให้การต้อนรับ
นางวันดี จุลเจริญ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสระบุรี เปิดเผยว่า จังหวัดสระบุรีร่วมกับเหล่ากาชาดจังหวัดสระบุรี เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการและสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัด ภาค 2 ครั้งที่ 1/2557 ขึ้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 07.30 – 13.00 น. ณ โรงแรมเกี่ยวอัน อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยกรรมการ และสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัด ภาค 2 (ประกอบด้วยจังหวัดชัยนาท นครนายก สิงห์บุรี สระบุรี สุพรรณบุรี และลพบุรี)
การประชุมดังกล่าว จัดขึ้นเป็นประจำทุก 4 เดือน โดยเหล่ากาชาดจังหวัดในภาค 2 จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอผลการปฏิบัติงานของเหล่ากาชาด แต่ละจังจังหวัดในรอบ 4เดือน และเพื่อให้เหล่ากาชาดจังหวัดในภาคได้มาพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ ความเห็น และประสบการณ์ ในการดำเนินกิจการของแต่ละจังหวัด อันจะก่อให้เกิดความร่วมมือ ร่วมใจ และความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน นอกจากนี้ ยังได้มีภัยพิบัติต่างๆ ระหว่างจังหวัด ในกรณีที่มีความจำเป็น ต้องขอความช่วยเหลือซึ่งกันและกันอีกด้วย รวมทั้งเพื่อเป็นประโยชน์ให้ผู้บริหารจากส่วนกลาง ได้มาชี้แจงนโยบายการปฏิบัติงานของเหล่ากาชาดจังหวัดทราบ ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการรับทราบ ข้อคิดเห็นต่างๆ จากเหล่ากาชาดจังหวัดด้วย และที่สำคัญเพื่อเป็นการสร้างความสมัครสมานสามัคคีของบรรดากรรมการ และสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดภาค 2 เพื่อประโยชน์ในการสร้างไมตรีจิต และความร่วมมือระหว่างกันอันจะก่อให้เกิดความสัมฤทธิ์ผลในการปฏิบัติภารกิจของเหล่ากาชาด ภาค 2 โดยรวม
(คนธรรมดา ม้าตัวเดียว)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
























