วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สุพรรณฯฮือฮาร้านเสริมสวยดังใช้หวยประดับร้านแทนวอลเปเปอร์

ชาวบ้านฮือฮาแห่ขอถ่ายภาพและขอดูสลากกินแบ่งรัฐบาลปีต่างๆหลังสาวใหญ่ร้านเสริมสวยดังใช้สลากกินแบ่งรัฐบาลติดแต่งร้านกว่าหมื่นใบและตั้งใจจะติดไปจนเต็มร้านเพื่อความสวยงามและเตือนสติคนที่ชอบเล่นหวย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ร้านเสริมสวย เล็กบิวตี้ ถนนพระพันวษา ตำบลท่าพี่เลี้ยง เขตเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี ใกล้กับโรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราช เขตเทศบาลเมือง ชาวบ้านจากทั่วสารทิศฮือฮาแห่เดินทางขอถ่ายภาพกันเป็นจำนวนมากบางเก็บไว้ดูบ้างจะนำไปโชว์เพื่อน เจ้าของร้านตั้งใจติดให้เต็มร้านเพื่อประดับแทนวอลเปเปอร์ และเตือนสติตัวเองและประชาชนที่ชอบเล่นหวยเพราะโอกาสถูกหวยเพียงนิดเดียวถ้าเทียบจำนวนหวยที่พิมพ์ออกมาขายเพราะตนเล่นมานานยังไม่เคยถูกหวยเลยสักงวดและตั้งใจจะติดจนเต็มร้าน
นางสาววาสนา หรือเล็ก อินทร์แก้ว อายุ 39 ปี เจ้าของร้านเสริมสวยเล็กบิวตี้ เปิดเผยว่าตนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลมานานหลายปีและซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จะไม่ต่ำกว่า 20 ใบ หรือมากกว่าแล้วแต่เงินในกระเป๋าวันหวยออก เมื่อตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลทุกครั้งก็ไม่ถูกสักทีและใบสลากกินแบ่งรัฐบาลเยอะจึงนำมาติดที่ประตูด้านหลังของร้านจำได้ว่าประมาณปี 2544 เพราะวันเดือนปีมีอยู่ก็ติดจนเต็มแผ่นประตูลูกค้าเข้ามาทำผมแต่งหน้าเห็น และบอกว่าสวยดีบวกกับที่ตนเองซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเยอะอยู่แล้วเมื่อตรวจแล้วไม่ถูกรางวัลจึงนำมาติดประดับร้านจนถึงในปัจจุบันเกือบเต็มทั้งสี่ด้านของร้านสวยกว่าวอลเปเปอร์อีกและเป็นวอลเปเปอร์ที่เตือนสติคนได้เป็นอย่างดี และใช้กาวยูฮูอย่างดีติดเพื่อไม่ให้สลากกินแบ่งลอกออกจากฝนังของร้านซึ่งร้านตนเป็นห้องเช่าขนาด 4 คูณ 8 เมตร ทุกวันนี้ลูกค้าและชาวบ้านผ่านมาเห็นจะเข้ามาขอถ่ายภพกันเป็นจำนวนมากตนเองตั้งใจจะเตือนสติตัวเองและผู้ที่เข้ามาดูว่าสำหรับนักเล่นหวยว่าซื้อเยอะก็ไม่ได้ถูกหวยแต่อย่างใดเพราะจำนวนสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ผลิตออกมาจำหน่ายนั้นมีจำนวนมากกว่ารางวัลที่ออกเยอะแต่ตนเองซื้อมานานก็ไม่เคยถูกรางวัลเลยแต่ตั้งใจจะซื้อไปเรื่อยๆเชื่อว่าสักวันคงจะถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลเข้าสักวันเพราะตนตามเลขที่ห้องที่ซื้อไว้ที่หน้าหมู่บ้านยิ่งรวยมานานและสักวันคงต้องสมหวัง เจ้าของร้านเสริมสวยเล็กบิวตี้กล่าว
บ้านนักข่าว

หนุ่มสาวแห่ทำบุญวัดดังสุพรรณฯแน่น

หนุ่มสาวทั่วสารทิศแห่เดินทางทำบุญวัดดังแน่นขณะทางวัดเตรียมจัดงานพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศดวงวิญญาณทารกที่เสียชีวิตจากการคลอดก่อนกำหนด (แท้ง) ปีที่ 6 ครั้งที่ 7 ในวันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคมนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดแค ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นสถานที่เตรียมจัดงานเตรียมจัดงานพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศดวงวิญญาณทารกที่เสียชีวิตจากการคลอดก่อนกำหนด (แท้ง) ปีที่ 6 ครั้งที่ 7 ในวันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม หนุ่มสาวชาวบ้านทั่วสารทิศแห่เดินทางเข้ามาทำบุญก่อนงานจำนวนมากซึ่งทางวัดแคมีการจัดชุดถวายสังฆทานที่มีเครื่องใช้ของเด็ก พร้อมของเล่นต่างๆให้ผู้ที่เข้าร่วมทำบุญเขียนชื่อนามสกุลทั้งของตนเอง และผู้ที่จะอุทิศให้ใส่ในโรงศพขนาดเล็กที่ทางวัดจัดไว้ให้ก่อนถึงงานจริงซึ่งจากการตรวจสอบพบมีเด็กสาววัยรุ่นหนุ่มสาวหน้าตาดีเดินทางเข้ามาทำบุญช่วงก่อนงานเป็นจำนวนมากตั้งแต่เช้าตรู่ของทุกวันและช่วงเย็น
พระครูไพศาลธรรมวงศ์ (สมศักดิ์ กตวฑฺฒโน) เจ้าอาวาสวัดแค ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า สำหรับการจัดงานพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศดวงวิญญาณทารกที่เสียชีวิตจากการคลอดก่อนกำหนด (แท้ง) เป็นการจัดขึ้นเป็น ปีที่ 6 ครั้งที่ 7 ในวันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม ส่วนเรื่องของวัตถุประสงค์ของการจัดงานทุกครั้งก็เพื่อให้ผู้ที่เคยทำผิดพลาดทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ ได้เข้ามาบรรเทาจิตใจเท่านั้น เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้สบายใจขึ้นและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างไม่มีความวิตกกังวลใจเพราะสิ่งเล็กๆเหล่านี้จะเป็นจุดเป็นแผลในใจเขาเหล่านั้นตลอดชีวิตถ้าไม่ถูกบำบัดเสียก่อน ซึ่งการทำบุญใหญ่ครั้งนี้ก็ทำให้เขาเหล่านั้นได้สบายใจขึ้นเท่านั้น จริงๆแล้วไม่สามารถแก้กรรมได้ การทำบุญครั้งใหญ่ในครั้งนี้ก็เปรียบเสมือนเราได้มาร่วมกันทำบุญครั้งใหญ่ให้แก่คนตายโดยเน้นเฉพาะเด็ก ที่เชื่อว่าไม่มีใครเคยทำบุญให้โดยตรงอย่างงานนี้ ซึ่งการดำเนินการทุกครั้งอาตมาก็ทำตามหลักศาสนาพุทธเพื่อร่วมกันอุทิศส่วนกุศลไปให้พวกเขาเหล่านั้นดวงวิญญาณเหล่านั้น สำหรับทางวัดแคจะมีการดำเนินการเหมือนกับการจัดงานศพจริงทุกครั้งมีพระสวดอภิธรรม มีพระสงฆ์มาเทศเรื่องบาปบุญคุณโทษให้แก่ผู้เข้าร่วมงานฟัง และมีการประชุมเพลิงทุกครั้ง คือการทำงานศพจริงๆแต่เผากระดาษที่ญาติโยมเขียนชื่อ แต่ไม่มีการเก็บเถ้ากระดูกเท่านั้นเพราะไม่มีเถ้ากระดูก และในปีนี้อาจารย์ลักษณ์ เรขานิเทศ (โหรฟันธง)ก็จะเดินทางมาร่วมงานเหมือนกับทุกๆปี ส่วนรายได้ก็นำไปช่วยเหลือเด็กยากไร้ บริจาคช่วยเหลือในภาคส่วนต่างๆตามความเหมาะสมต่อไป ส่วนเรื่องวัยรุ่นมาร่วมทำบุญเยอะขึ้นก็เป็นเหมือนการชักชวนเยาวชนเข้าวัดก็เป็นการดีไม่ใช่เรื่องเสียหาย และทางวัดแคเองก็ไม่ได้มีการสนับสนุนให้ประชาชนเยาวชน หนุ่มสาวทำแท้ง นี้คือการทำบุญอุทิศแก่ดวงวิญญาณทารกที่เสียชีวิตจากการคลอดก่อนกำหนด (แท้ง) ซึ่งข้อความนี้ก็ชัดเจนเข้าใจง่ายไม่ต้องตีความอะไรเลยเจ้าอาวาสวัดแคกล่าว
บ้านนักข่าว

สุพรรณฯวัดดังสร้างพระแม่โพสพใหญ่ที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่วัดเถรพลาย อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี มีการสร้างพระแม่โพสพขนาดใหญ่สูงกว่า 6 เมตรกว้างกว่า 4 เมตรเพื่อเน้นให้ชาวบ้านอย่าลืมพระแม่โพสพเพราะจังหวัดสุพรรณบุรี มีการทำนาเป็นจำนวนมากและยิ่งนานวันประชาชนชาวนาลืมบุญคุณพระแม่โพสพที่ชาวนาสมัยโบราณต้องสำนึกบุญคุณพระแม่โพสพทุกครั้งที่มีการเพาะปลูกข้าว
พระอธิการสันทัต รตนญาโน เจ้าอาวาสวัดเถรพลายเปิดเผยว่าสำหรับการก่อสร้างพระแม่โพสพขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศครั้งนี้เนื่องจากมีความคิดว่าพระแม่โพสพถูกหลงลืมจากชาวนาไทยไปแล้วเหลือชาวนาเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังมีการทำขวัญข้าวนึกถึงบุญคุณพระแม่โพสพอยู่ และจังหวัดสุพรรณบุรีมีการทำนามากที่สุดและข้าวมีความสำคัญต่อประเทศไทยข้าวยังถือว่าเป็นปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศที่ถือว่าข้าวเป็นสินค้าส่งออกจึงมีการจัดสร้างพระแม่โพสพเพื่อให้ชาวนาในประเทศไทยได้กราบไหว้และสำนึกถึงระลึกถึงพระแม่โพสพจึงได้มีการว่าจ้างช่างปั้นจากบ้านด่านเกวียน จังหวัดนครราชสีมาให้ปั้นตามจิตนาการของอาตมาโดยมีการสร้างออกแบบเป็นรูปใบหน้าสาวไทย ผมยาวทัดดอกไม้ใส่ตุ้มหู นุ่งสไบสีเหลืองและนุ่งผ้าสีฟ้า มือขวาถือรวงข้าวเขียวทองสลัดน้ำทิพมนต์ มือด้านซ้ายถือกระบุงข้าวใส่ข้าวสุพรรณบุรีเพื่อมอบให้เกษตรกรชาวนาที่มาขอพรและกราบไหว้เพื่อนำพันธ์ข้าวที่ได้รับไปเป็นศิริมงคลมีการล้อมองค์ด้วยแก้วแหวนเงินทองที่บริเวณฐานเป็นรูปกลีบดอกบัวซึ่งหมายถึงความเจริญงอกงาม พระแม่โพสพมีความกว้างกว่า 4 เมตร ความสูงกว่า 6 เมตร 80 เซนติเมตร ซึ่งงบประมาณการก่อสร้างกว่า 4 แสนบาท ซึ่งใช้ระยะเวลาการก่อสร้างเพียง 8 วันเท่านั้น
บ้านนักข่าว

ตะลึง คุณยายชาวสุพรรณ อายุ 85 มีลูก 25 หลาน กว่า 100 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่บ้านหนองฝ้าย เลขที่ 80 หมู่ 4 ตำบลหนองโสน อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นบ้านของนางฉาบ สระสีสม อายุ 85 ปี
นางฉาบ เปิดเผยว่าตนเป็นคนตำบลท่าชัย อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ครอบครัวมีพี่น้องทั้งหมด 10 คน ยายเป็นคนที่ 5 ปัจจุบันครอบครัวของยายเสียชีวิตแล้ว 6 คน ยังมีชีวิตอยู่ 4 คน สมัยนั้นยายเรียนหนังสือจบชั้น ป.4 สมัยนั้นถือว่าเรียนสูงมาก หลังเรียนจบก็ได้รับการไว้วางใจจากผู้ใหญ่ในสมัยนั้นให้ไปสอนหนังสือแก่เด็กๆ ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างไกลออกไปจากหมู่บ้าน แต่ยายก็ได้ปฏิเสธไป เนื่องจากโรงเรียนดังกล่าวนั้นอยู่ไกลมาก ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการเดินทางเป็นวันๆ กว่าจะถึง อีกทั้งยายอายุยังน้อยอีกด้วย สมัยนั้นการเดินทางไม่เหมือนสมัยนี้โดยต้องต้องเดินทางด้วยเท้าเท่านั้น จึงขออยู่บ้านเพื่อทำงานช่วยเหลือครอบครัวจนกระทั่งยายอายุได้ 18 ปี จึงได้พบรักกับหนุ่มเมืองกาญจน์ ชื่อนายจัน สระสีสม หลังจีบกันอยู่นาน จึงได้ตกลงใจแต่งงานกัน และย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่บ้านสามีคือที่อยู่ในปัจจุบัน อยู่กินกันได้แค่เดือนเดียวเท่านั้น ยายก็แพ้ท้อง และคลอดลูกคนแรกออกมาเป็นผู้ชาย ซึ่งก็เลี้ยงดูลูกอย่างคนสมัยโบร่ำโบราณ และหลังจากคลอดลูกคนแรกได้ไม่ถึงปี ยายก็ได้ตั้งท้องเรื่อยมาทุกปี ไม่มีเว้นแม้แต่ปีเดียว รวมตั้งท้องทั้งหมด 23 ครั้ง ใน 23 ครั้ง ลูกเกิดเป็นฝาแฝดถึง 2 ครั้ง ตลอดระยะเวลายายมีลูกทั้งหมด 25 คน เป็นชาย 11 คน เป็นหญิง 14 คน แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงระหว่างที่ลูกมีอายุ 5-6 ปี ก็ได้เสียชีวิตรวมกันถึง 14 คน เพราะในสมัยนั้นมีโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เยอะมาก อีกทั้งการรักษาก็ไม่เหมือนทุกวันนี้ ซึ่งการเดินทางนำลูกหลานที่เจ็บไข้มาหาหมอที่โรงพยาบาลพหลพลพยุเสนา เป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องใช้เวลาในการเดินทางถึง 2 วัน 2 คืน จึงจะถึงโรงพยาบาล ทำให้ลูกของยายทยอยตายไปทีละคนปัจจุบัน ลูกของยายที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งหมด 11 คน เป็นหญิง 7 คน เป็นชาย 4 คน โดยลูกที่เกิดกับยายทั้ง 25 คน ต่างทำคลอดที่บ้านทั้งหมด ไม่เคยมีลูกคนไหนมาคลอดที่โรงพยาบาลแม้แต่คนเดียว อีกทั้งสมัยนั้นครอบครัวของยายก็มีฐานะที่ยากจนมาก มีรายได้จากการออกไปรับจ้างเพียงวันละ 50 สตางค์เท่านั้น เงินที่ได้มาก็นำไปซื้อข้าวสารได้เพียง 1 ลิตร เพื่อนำมาหุงหาอาหารให้แก่ลูกๆ ต้องไปขุดหัวกลอยจากในป่ามาบดปนกับเมล็ดไผ่แทน ถึงแม้สมัยนั้นจะยากลำบากเพียงได ยายกับตาก็ไม่เคยคิดที่จะทอดทิ้งลูกๆ แม้แต่คนเดียว และเลี้ยงลูกทั้ง 11 คน มาจนถึงทุกวันนี้ และทุกคนต่างก็มีครอบครัวกันไปหมดแล้ว บางคนก็แยกย้ายไปอยู่กับสามีแต่น่าเสียดายที่สามีของยายได้เสียชีวิตไปก่อนตั้งแต่ปี 2546 ขณะอายุได้ 76 ปี ปัจจุบัน ยายอาศัยอยู่กับลูกสาว 2 คน คือ คนที่ 7 อายุ 57 ปี และคนสุดท้องอายุ 43 ปี โดยลูกทั้ง 2 คนก็คอยดูแลยายอย่างใกล้ชิด สาเหตุที่ทำให้ยายกับสามีมีลูกเยอะนั้นเป็นเพราะสมัยก่อนไม่มียาคุมมารู้จักยาคุมก็ตอนมีลูกคนที่ 25 แล้วเคล็ดลับของยายชอบกินต้มมะเขือจิ้มกับน้ำพริกเป็นชีวิตจิตใจ และต้องกินทุกวัน และเหล้า บุหรี่ ไม่ยุ่ง แต่กินหมากมาตั้งแต่ อายุ 11 ขวบ ไม่กินหมากเป็นลมทันที ซึ่งหนุ่มสาวสมัยก่อนนิยมกินหมากกันทุกคน แต่อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ถึงแม้ว่ายายจะมีสุขภาพที่แข็งแรงอยู่ และต้องการทำงานบ้าง แต่ลูกหลานก็ไม่ยอมขอให้อยู่บ้านเลี้ยงหลานๆ ก็พอ ทุกวันนี้ยายมีทั้งหลาน เหลน รวมกันมากกว่า 100 คน เมื่อถึงช่วงเทศกาลโดยเฉพาะช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ ทั้งหมดจะเดินทางมาเยี่ยมจนเต็มบ้านไปหมด และส่วนใหญ่จะปลูกบ้านอยู่ในพื้นที่เดียวกันบนพื้นที่ 3 ไร่ ลูกบางคนก็จนบางคนก็พอมีพอกินและทุกวันจะออกกำลังกายด้วยการโหนขื่อบ้านและวิ่งรอบบ้านแต่วิ่งไม่เร็วเพราะร่างกายจะได้ทำงานและน้ำหนักจะอยู่ที่ 33 กิโลกรัมตลอด ตนเองอยู่ไฟหลังคลอดแต่คนสมัยนี้ไม่สนใจก็เลยมีปัญหาเรื่องมดลูกคนสมัยก่อนไม่ค่อยเจ็บไข้คนสมัยนี้กินดีเลยมีปัญหาโรคภัยกันเยอะ
บ้านนักข่าว

นิยม ภานุมาสวิวัฒน์ นายก ทต.อู่ทอง เปิดใจ ..ตัดสินใจลาออก

นายนิยม ภานุมาสวิวัฒน์ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยว่าสำหรับตนได้รับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2552 และจะครบวาระในวันที่ 13 กันยายน 2556 ซึ่งจากการบริหารงานของเทศบาลตำบลอู่ทองที่ผ่านมามีความไม่ปกติในการพิจารณาตั้งงบรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 2556 โดยวาระที่ 1 สมาชิกสภาฯ รับหลักการเป็นเอกฉันท์ ในขั้นตอนแปรญัตติ วาระที่ 2 ปรากฏว่าเสียงข้างมากลงมติตัดงบประมาณรายจ่ายด้านพัฒนา และงบประมาณด้านอื่นบางรายการเป็น 0 บาท จนทำให้ไม่สามารถบริหารงานได้ตามความต้องการณ์ของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลอู่ทอง เป็นอย่างนี้มาต่อเนื่องตลอดเวลา 2 ปี ดังนั้นเพื่อประโยชน์ของท้องถิ่นและประชาชนตามหลักการของระบบอบประชาธิปไตย ผมจึงขอลาออกจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลอู่ทอง เพื่อมอบอำนาจคืนให้กับประชาชน ได้พิจารณาเลือกนายกเทศมนตรีตำบลอู่ทองขึ้นใหม่ ตามความประสงค์ของประชาชน และเวลาที่เหมาะสม สำหรับการลาออกของผมครั้งนี้มีผลในวันที่ 20 สิงหาคม 2556 และขณะนี้หลายฝ่ายเป็นห่วงเรื่องของความปลอดภัยของผมหลังจากลาออกจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลอู่ทอง ซึ่งขณะนี้ตนเองได้ประสานกับ นายไพทูรย์รักษ์ประเทศ นายอำเภออู่ทอง และเข้าพบกับ พล.ต.ต.ชัชชรินทร์ สว่างวงศ์ ผบก. ภจว. สุพรรณบุรี เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้และได้รับคำตอบจาก ผบก.ภจว. สุพรรณบุรีว่าจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ และส่งเจ้าหน้าที่เข้าประกบดูความเคลื่อนไหวของกลุ่มมือปืนต่างๆทั้งในและนอกพื้นที่เพื่อป้องกันเหตุร้ายแล้วในขณะนี้พร้อมดำเนินการขั้นเด็ดขาด นายนิยมกล่าว
บ้านนักข่าว

การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบไม่หยุดนิ่งสุพรรณบุรี

กว่าจะถึงวันนี้กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบไม่หยุดนิ่งสุพรรณบุรี ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดสุพรรณบุรี (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) ตั้งอยู่ที่ตำบลพลับพลาไชย อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์หลัก คือเป็นแหล่งรวบรวมพันธ์ไม้ต่างๆที่มีคุณภาพดี เป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ แหล่งเรียนรู้ และส่งเสริมให้เกษตรกรผู้สนใจเข้าอบรม และสามารถประกอบอาชีพทำได้จริงเพื่อเลี้ยงชีพเลี้ยงครอบครัว และยังเป็นศูนย์กลางการตลาดให้กับเกษตรกรผู้ผลิตส่งตรงถึงผู้บริโภค และสิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้ติดตลาดจนเป็นที่รู้จักคือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในจังหวัดสุพรรณบุรี และเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้การท่องเที่ยวเชิงเกษตรและได้ผลดีเป็นอย่างมากเพราะมีนักท่องเที่ยวและเกษตรกรหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างเช่นทุกวนนี้เพราะการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชนือย่างสูงสุด
นางสาววาสนา ใจกล้า นักวิชาการหัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์และการท่องเที่ยวเปิดเผยว่าสำหรับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดสุพรรณบุรี (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) เริ่มต้นเปิดเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2545 บนพื้นที่กว่า 380 ไร่ ที่เป็นที่ดินที่แทบไม่สามารถปลูกอะไรได้เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นหิน และถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ปลูกต้นไม้ได้ดีโดยการพัฒนาวิจัยและปรับปรุงดินโดยใช้วิธีต่างๆจนกระทั่งใช้ปอเทืองเพื่อปรับดินให้มีคุณภาพดีขึ้นเนื่องจากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดสุพรรณบุรี (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) เป็นที่รู้จักน้อยไม่แพร่หลาย จึงมีความคิดที่จะให้ประชาชนรู้จักศูนย์ฯมากขึ้นจึงเสนอเรื่องของการจัดบริหารใหม่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรขึ้นโดยเสนอเรื่องนี้ให้นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยทราบและเข้าใจว่าจะมีการนำดอกไม้เข้ามาดึงดูดประชาชนนักท่องเที่ยวและเกษตรกรเพราะคนส่วนใหญ่ชอบดอกไม้ และส่วนตัวเองก็ชอบดอกไม้เช่นกัน และตนเองอยากทำมานานและมองว่าสุพรรณบุรีเองไม่มีแหล่งท่องเที่ยวที่มีดอกไม้ธรรมชาติอย่างยั่งยืนเลยทั้งๆที่แหล่งไม้ดอกไม้ประดับทั้งหลายมีศูนย์รวมอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ศูนย์ฯเราทำได้อยู่แล้วเพราะเรามีเทคโนโลยี มีนักวิชาการ พร้อม ที่ดินพร้อม เรามีความรู้อยู่แล้วจนล้น และเราเองก็พร้อมที่จะถ่ายทอดให้ประชาชนมาดูงานของเราอยู่แล้ว ซึ่งประชาชนที่มาก็ต้องอยากรู้อย่างอื่นด้วยประกอบกันถ้าเป็นได้ทำได้อย่างนี้เราเองก็ประสบผลสำเร็จประชาชนที่เข้ามาก็ได้ความรู้ในครั้งเดียวเลย ถ้ามาที่นี้จุดเดียว จึงเริ่มดำเนินการจริงจังเมื่อปี 2552 แต่ช่วงปี 2549 ก็ทำแล้วปลูกทานตะวันแล้วแต่ไม่สมบูรณ์มากนักเพราะมีทานตะวันเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถดึงดูดคนมาได้เท่าที่ควร และปี 2552 ที่เริ่มทำเต็มตัวก็มาวางผังให้มีเทศกาลท่องเที่ยวตลอดทั้งปี จนกระทั่งปีนี้เป็นปีที่ 5 สำหรับทุ่งดอกกระเจียวสื่อรักวันแม่ สำหรับทุ่งดอกกระเจียวสื่อรักวันแม่ มีการแบ่งพื้นที่ปลูกอยู่บนพื้นที่ 20 ไร่ แบ่งออกเป็นกระเจียวหลากหลายสายพันธ์และส่วนใหญ่เป็นพันธ์ที่ส่งออกนอก จึงมีดอกที่สวยสดงดงามกว่าดอกกระเจียวป่าตามแหล่งท่องเที่ยวอื่นสำหรับกระเจียวทั้งหมดในพื้นที่มี 23 ชนิด มีเฉดสีมากมายอาทิเช่น สีขาว สีเขียว สีชมพู สีออกแดง มีทั้งกระเจียว มีทั้งปทุมมาและหงส์เหิน มี 3 กลุ่มด้วยกันแต่เป็นพืชกลุ่มหัวเหมือนกันแต่กลุ่มเดียวกับขิง ระยะเวลาการออกดอกประมาณ 2 เดือนตั้งแต่ปลูกและจะออกดอกแรกเราก็จะถอดดอกทิ้งและจะแตกกอและดอกก็จะมีจำนวนเยอะขึ้น 1 ต้นต่อ 1 ดอกเรามีการลงหัวถาวรในดินในทุกๆปีหัวกระเจียวก็จะเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ 1 หัวจะแตกหัวออกไปได้ 10- 20 หัวเลยทีเดียวปีนี้เราลงหัวไปแล้วกว่าสามแสนหัวทุกปีหัวกระเจียวก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามความสมบูรณ์ของต้นเราจะใช้หลักการธรรมชาติคือมีช่วงที่เขาพักตัวก็จะอยู่ในดินซึ่งจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน กรกฎาคม กันยายน ซึ่งส่วนใหญ่คนก็จะรู้และมาดูกันหลายครั้งเพราะมีการปรับปรุงทางเดิน สถานที่จอดรถให้มีความเหมาะสม พร้อมจัดอาหารและจุดนั่งพักให้เพียงพอ พร้อมรถบริการรับส่งนักท่องเที่ยว จุดจอดรถ ถังขยะเพิ่มขึ้นเพื่อให้เพียงพอกับนักท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าในวันแม่จะมีนักท่องเที่ยวแห่เดินทางเข้าชมนับแสนคนในปีนี้ เพราะทุกอย่างสมบูรณ์ที่สุด คนแก่ เด็กมาได้หมดสถานที่รองรับพร้อมและจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับแก่ผู้สนใจโดยนำต้นไม้ต่างๆมาจากกลุ่มเกษตรกรเพื่อเป็นตลาดให้กับผู้ผลิตซึ่งจำหน่ายในราคาถูกกว่าท้องตลาด และในอนาคตประมาณต้นเดือนมีนาคม อาทิตย์แรกของเดือนมีนาคม เตรียมเปิดงานเทศกาลกินปลาแดกใต้ต้นสากุระเมืองไทย(ชมพูพันธ์ทิพย์)ซึ่งขณะนี้ดำเนินการปลูกไว้แล้วจำนวนกว่า 500 ต้น ซึ่งจะจัดขึ้นบริเวณเดียวกับทุ่งกระเจียวบนพื้นที่ 20 ไร่ วางแผนไว้ว่าจะมีการนำร้านส้มตำมาร่วมในงานกว่า 50 ร้าน ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่มีการจัดประกวดตำส้มตำครั้งใหญ่ใต้ต้นสากุระเมืองไทย(ชมพูพันธ์ทิพย์) ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นใช้ชื่อกินปลาดิบใต้ต้นสากุระแต่เราปรับชื่อใหม่ให้เหมาะกับประเทศไทยของเรา ประชาชนสามารถมาถ่ายรูปและนั่งสัมผัสต้นซากุระเมืองไทยแบบสนิมสนม และเตรียมเปิดเทศกาลดูดอกบัวบนพื้นที่กว่า 10 ไร่ ในเดือนเมษายนวันแห่งครอบครัววันที่ 14 เมษายน ในช่วงสงกรานต์ซึ่งปลูกบัวเป็นบัวรูปสีธงชาติทั้ง บึงบัวกลางวัน และบึงบัวกลางคืน ซึ่งอยู่ระหว่างปรับภูมิทัศน์ให้มีความเหมาะสมแก่การท่องเที่ยว ดอกบัวพร้อมแต่ปัญหายังอยู่ที่สถานที่รอบๆยังไม่เหมาะแก่การท่องเที่ยวมากนักเท่านั้น ความพิเศษของสระบัวคือเป็นการปลูกในบึงบัวสลับเป็นรูปธงชาติไทยสลับสีขาวน้ำเงิน ส่วนสระบัวอีกสระหนึ่งจะเป็นบัวสายและบัวกระด้งซึ่งเป็นบัวที่จะออกดอกในช่วงพระอาทิตย์ตกดินและจะบานจนกระทั่งสิบโมงเช้าส่วนในสระธงชาติจะบานทั้งวัน นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในช่วงเย็นก็จะสามารถสัมผัสดอกบัวทั้งกลางวันและกลางคืนในเวลาเดียวกัน ในอนาคตอาจเปิดในช่วงกลางคืนด้วยแต่ขณะนี้ยังไม่เปิดช่วงกลางคืนเนื่องจากอยู่ระหว่างดำเนินการสำหรับขณะนี้มีเทศกาลจำนวน 5 เทศกาล คือวันที่ 1 -9 มกราคม มหัศจรรย์ทิวลิปบานสุพรรณบุรี 1-15 กุมภาพันธ์ กุมภาสัญญารัก 1-31 สิงหาคม ทุ่งดอกกระเจียวสื่อรักวันแม่1-15 ธันวาคม ทุ่งทานตะวัน วันพ่อ16-31 ธันวาคม เทศกาลดอกไม้เมืองหนาว สำหรับการดำเนินการที่ศูนย์ฯต้องมีการเรียนรู้และรู้จักนิสัยต้นไม้แต่ละต้นก่อนที่จะนำลงแปลงปลูกเพื่อสามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าต้นไม้ต้นไหนจะออกดอกเมื่อใดจะให้ต้นไม้ชนิดไหนออกดอกก่อนออกดอกที่หลังหรือหยุดเขาไว้ให้ออกพร้อมๆกันทีเดียวที่นี้เป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ชั้นดีสำหรับเกษตรกรที่สนใจต้องการเรียนรู้จริงๆเพราะไม่ได้มีเพียงไม้ดอกแต่มีไม้ผลอีกหลายชนิดที่ต้องมาศึกษาเรียนรู้ที่นี้แล้วสามารถกลับไปประกอบอาชีพได้และผลผลิตก็สามารถกลับมาส่งให้ที่ศูนย์เป็นจุดกระจายสินค้าบริหารจัดการได้อย่างลงตัว นางสาววาสนากล่าว
บ้านนักข่าว

วันพุธที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2556

รายงาน อุบัติเหตุ รถยนต์ชนต้นไม้ มีผู้เสียชีวิต ท้องที่ สภ.อู่ทอง

ร.ต.ต.กิตติพันธ์ พนักงานสอบสวน สภ.อู่ทอง แจ้งว่า ขณะปฏิบัติหน้าที่เวร ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุจราจร มีผู้ได้รับบาดเจ็บ บนถนนสาย พลับพลาไชย-สระแก้ว จึงออกไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ
วันที่ 20 สิงหาคม 2556 เวลา 18.40 น. ร.ต.ต.กิตติพันธ์ พนักงานสอบสวน สภ.อู่ทอง แจ้งว่า ขณะปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวร ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุจราจร มีผู้ได้รับบาดเจ็บ บนถนนสาย พลับพลาไชย-สระแก้ว บริเวณหลักกิโลเมตร ที่ 1-8 หมู่ที่ 4 ต.พลับพลาไชย อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี จึงออกไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบรถยนต์กระบะ ทะเบียน บม 9361 สุพรรณบุรี ลักษณะชนติดกับต้นไม้ไหล่ทาง ได้รับความเสียหาย
ทราบต่อมาว่า ผู้บาดเจ็บ ชื่อ นายอนุสรณ์ ขุนไกร อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 216 หมู่ 7 ต.พลับพลาไชย อ.อูทอง จ.สุพรรณบุรี ถูกนำตัวส่ง โรงพยาบาลอู่ทอง และ เสียชีวิตในเวลาต่อมา เป็นผู้ขับขี่รถยนต์ คันดังกล่าว จึงได้ดำเนินการ ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ทำแผนที่ บันทึกเป็นหลักฐาน เพื่อดำเนินการ แจ้งพนักงานสอบสวน สอบสวนหาสาเหตุ ของอุบัติเหตุ ครั้งนี้ ต่อไป โดย ขณะศพผู้เสียชีวิต ได้มีเจ้าหน้าที่ ชันสูตรพลิกศพ ดังกล่าว เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เกรียงไกร ก่อเกียรติตระกูล ผู้สื่อข่าว รายงาน จาก สภ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี